ตื่นจากความคิด

ตื่นจากความคิด

ชีวิตนี้ ช่างทุกข์เหลือหลาย เว้นแต่เวลาหลับที่ไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆ ตื่นมาก็ทุกข์ หายใจเข้า แต่ไม่ได้หายใจออกก็ทุกข์ หิวข้าวแต่ไม่ได้กินข้าวก็ทุกข์ อยากเข้าห้องน้ำแต่ไม่ได้เข้าก็ทุกข์ สังเกตุได้ว่าชีวิตเราทุกๆวันต้องเจอกับความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครหนีจากความทุกข์ไปได้ ฉันลองสังเกตุตัวเองระหว่างที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บ้านที่แพร่แท้ๆ แต่ใจกลับคิด อยากกลับกทม.แล้ว นั่นไง!! อยากกลับแต่ไม่ได้กลับ ความทุกข์เกิดขึ้นอีกแล้ว และสิ่งที่มาพร้อมๆกันนั้น คือ ความคิด คิดโน่นคิดนี่ ไปเรื่อย ทางกทม.เป็นไงบ้างนะ งานรับน้องจะเรียบร้อยดีไหม อาจารย์จะสอนไปถึงไหนแล้วนี่ ตอนนี้ซักเริ่มเหมือนคนเดินหลงทางๆ 55 บ้านอยู่ไหนไม่รู้ เดินตามความคิดไปเรื่อยๆ ไหลไปๆๆ แต่..ตอนนี้รู้แล้ว ตั้งใหม่
ความคิด เป็นเหมือนเงาตามตัว ที่อยู่กับตัวฉันตลอดเวลา เหมือนกับขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ แค่นี้ก็คิดแล้ว “จะพิมพ์ยังไงดี” เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะฉันเริ่มจะติดอยู่ในกับดักของความคิด และกับดักของภาษา ฉันได้แต่คิด และเรียบเรียงพยัญชนะ 44 ตัว ที่สลับกันไป มา เพื่อให้มันต้องออกมาสวยหรูที่สุด แต่…หารู้ไม่ มันไม่มีความใหม่ของภาษาเอาเสียเลย มันมาจากความคิด ไม่ได้มาจากความรู้สึกที่แท้จริง หรือหากจะพูดตามจริง ฉันคิดมากเกินไป เอาความสนใจ ความเอาใจใส่ไปอยู่ที่ความคิดมากกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ จนตามไม่ทันความรู้สึกที่อยากจะสื่อออกมา ฉันเริ่มรู้แล้วตัวเองกำลังตก!!!
เอาล่ะทีนี้ ตั้งใหม่ ฉันค่อยๆสังเกตุมือที่กำลังจิ้มอยู่บนแป้นพิมพ์แต่ละตัวอักษรที่กำลังพิมพ์ไป ปรากฎว่า มีบางคำพิมพ์ผิด เพราะ ฉันพิมพ์ไปด้วย คิดไปด้วย แล้วก็ฟังเสียงโทรทัศน์ไปด้วย ทีนี้ลองปิดโทรทัศน์
ตัดความสนใจออกไปอีกหนึ่งอย่าง เออแฮะ!! เงียบไปหน่อย เหอะๆ ฉันเริ่มมองเห็นแล้วว่า คนเราทำอะไรได้ทีละอย่าง ก็เลยนึกขึ้นมาได้ อาจารย์พูดว่า “กินข้าวก็กินทีละคำ การได้ยินก็ได้ยินทีละคำ ไม่ใช่ทีละประโยค” จริงแฮะ เพราะเมื่อการได้ยินคำนั้นสิ้นสุดลง เราถึงจะได้ยินอีกคำนึง แต่ที่เราได้ยินเป็นประโยค เนื่องจาก การได้ยิน เสียงกระทบหู ใจรับรู้เสียงนั้นมา เกิดขึ้น และถูกปรมวลผลอย่างรวดเร็วต่างหาก ฉันรู้ได้จาก ขณะที่ฉันเขียนเรื่องนี้อยู่ ความเอาใจใส่ของฉันจะต้องอยู่กับเรื่องนี้เท่านั้น ส่วนโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ ดูเหมือนจะรู้ แต่ความจริงไม่รู้เลยว่า ในโทรทัศน์กำลังพูดอะไร สงสัยฉันคงทิ้งไปนาน เลยเริ่มๆปล่อยให้ไวรัสเข้ามาเกาะกินใจมากเกินไป วันนี้เลยถือโอกาสเอาโปรแกรมแสกนไวรัสที่มีอยู่ในตัว มาอัพเดตใหม่ จะได้ตามทันไวรัสตัวใหม่ที่เข้ามาตลอดเวลามั่ง แล้วตอนนี้ฉันก็เริ่มรู้อีกอย่างแล้วว่า การเขียนกับภาษา และความคิดนี่ หนีจากกันไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะเราถูกฝึกให้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก จะพูด จะทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ เหมือนมีคนบอก “ให้คิดก่อนพูด เพราะถ้าพูดไปแล้ว คำพูดนั้นจะเป็นเจ้านายเราทันที” ไอ้เรา มันก็ดันเป็นคนกลัวมีเจ้านายเป็นคำพูด ก็เลยไม่กล้าพอที่จะพูดหรือเขียนออกไป จนเป็นอุปสรรคในการเขียนอยู่ทุกวันนี้ เหอะๆ ว้า…เขียนไปเขียนมาซักเมื่อย นอนซักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวค่อยมาเขียนต่อ…
ตื่นแล้ววววว ตื่นจากการนอนแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาตื่นจากความคิดมั่ง ความคิดเป็นเรื่องที่ห้ามถ้าไม่ได้ ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะ มันเป็นปกติของมนุษย์ ปุถุชน คนบ้าทั้งหลาย 555 เพราะบางคนต้องอาศัยความคิดในการทำงาน ทำมาหากิน ถ้าห้ามคิด แล้วจะเอาอะไรกินกัน แต่..ทำยังไงไม่ให้ไหล หรือจมไปกับความคิดต่างหาก แน่นอนคนเราเจออยู่สองสิ่งชีวิตนี้ “สิ่งหนึ่งน่าชอบใจ สิ่งหนึ่งไม่น่าชอบใจ” สิ่งที่น่าชอบใจก็ถือเป็นอารมณ์ตก หากเราปล่อยให้หลงระเริงไปกับมันจนเพลิน ฉันสังเกตุตัวเองในเวลาเล่นเกม ดูคอนเสิร์ต หรือทำอะไรก็ตามที่ถูกใจตัวเอง มักจะหลงจมอยู่ตรงนั้นจนลืมทำหลายๆอย่างที่สำคัญไป สาเหตุเพราะว่า ฉันไม่เคยเล่นเกม ไม่เคยได้ไปดูคอนเสิร์ต แบบจริงๆจังๆ ทีนี้ เลยลองดูซิ ว่าความรู้สึกมันจะเป็นยังไงเหมือนที่หลายๆคนบอกไหม สุดท้ายมันติดอยู่ในอารมณ์อย่างยากที่จะถอนตัวออก หึๆ เหมือนคนดื่มเหล้า ไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดอยู่ในอารมณ์ ขณะที่ดื่มเหล้าต่างหาก แซ่บอีหลี แต่ก็นะ อารมณ์นี้ให้อภัยได้ หากไม่ติดจนเป็นที่เดือดร้อนทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น แต่… สิ่งที่ไม่น่าชอบใจนี่สิ อารมณ์นี้อันตรายเหลือหลาย เพราะนอกจากมีโอกาสทำร้ายผู้อื่นแล้ว ยังเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างไม่รู้ตัว หรือว่ารู้ตัวแต่..อยากปล่อยมันไว้อย่างนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ให้สะใจเล่นก็ไม่ทราบได้ ไม่อยากจะบอกหรอก แต่ฉันเองก็เป็นบ่อย😀 มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จิตใจเกิดความเศร้าหมอง ยุ่งอะไรเรื่องของฉัน หลายๆคนบอกอย่างนี้ ก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก ชีวิตใครก็ชีวิตมัน แต่… เผอิญว่า เมื่อเกิดภาวะใจป่วย สิ่งที่ตามมาคือภาวะกายป่วย แล้วใครเล่าที่จะต้องเดือดร้อนดูแล หนีไม่พ้นคนใกล้ชิดอีก เห็นไหมไม่ดีเลยยยย
ฉะนั้น เรามาฝึกตื่นจากความคิดกัน ใครกันที่บอกว่าทำยาก (ที่จริงฉันก็คิดมามันยากนะ เพราะมันต้องฝืนตัวเองพอสมควร 55) จริงๆแล้วมันไม่อยากจะทำต่างหากค่ะ คิคิ แต่ก่อนฉันก็ไม่ค่อยอยากทำเท่าไรหรอก แต่ตอนนี้ อยู่มหาวิทยาลัย ต้องเจอกับภาวะกดดันหลายๆด้าน เพราะ ฉันต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย นับว่าหนักหนาเอาการพอสมควร ตอนเรียนไม่ค่อยเท่าไรอิสระเยอะ แต่ตอนทำงานนี่สิ เจ้านายดูเหมือนจะมีคนเดียวแต่ความจริงแล้วเปล่าเลย ทุกคนสั่งเราได้หมด ก็เรามันอายุน้อนที่สุดนี่!! แล้วแต่ละคำสั่งมาทีเดียวพรืดดดด จะทำยังไงให้ทันกัน มีสองมือ สองเท้า แล้วบางคำสั่งยังขัดแย้งกันเองอีก เอาล่ะสิ !! จะทำตามใครดีทีนี้ บางทีไม่ได้ดั่งใจ โดนด่าอีก นั่น!!
ฉะนั้น ฉันจึงต้องรีเชต ตัวเองใหม่ เขาด่า เข้าว่า เขาสั่ง แน่ล่ะมันไม่ถูกใจฉันหรอก แต่มันคืองาน งานก็คือเงิน เหอะๆ ใครจะว่าอะไรยังไง ใจฉันเองต่างหากที่รับความรู้สึกนั้นมา ฉันต้องเริ่มจัดการที่ตัวเอง ฉันเริ่มจากการทำความรู้สึกตัว แขนที่กำลังทำหน้าที่ของมัน ขาที่กำลังก้าวเดิน ตาที่กำลังมองทางอยู่ สักพักความรู้สึกไม่พอใจจะเริ่มเลือนๆๆไปเอง แน่นอนมันไม่หายไปไหนหรอก เพียงแต่ว่า ฉันเอา การทำความรู้สึกตัว มาตัดความรู้สึกไม่พอใจนั้นออกไปไกลๆก่อน แต่เมื่อไรก็ตามถ้าหยุดทำความรู้สึกตัว ความไม่พอใจก็จะกลับเข้ามาเยือนอีกครั้งนึง ฉะนั้น ต้องทำไปเรื่อยๆๆ ตกแล้วตั้ง ต่อไป ความคิด ความไม่พอใจ จะเริ่มห่างไกลจากใจเราไปด้วย ไม่ใช่หมดไป แต่มันแค่ไกลออกไปและพร้อมที่จะกลับมาทุกเมื่อถ้าเราเปิดโอกาส
การเรียนก็เช่นเดียวกัน ฉันถือคติ “ เฮ็ดเล่นเป็นอีหลี เฮ็ดอีหลีเป็นขี้” ทำไม ก็เพราะมันเครียดไง อ่านหนังสือทีเป็นตั้งๆ ยิ่งสายกฎหมายท่องประมวลไม่ใช่น้อยๆ จริงจังกับมันมากเป็นบ้า ประสาทกินกันพอดี เรียนๆเล่นๆ ไป เดี๋ยวก็จบ เหมือนการลูบฆ้อง ไม่รู้ใครเคยลูบไหม บางคนดัง บางคนไม่ดัง ก็เพราะว่าเราอยากให้มันดังไง มันถึงไม่ดัง ลูบอย่างเป็นจริงเป็นจัง ความจริงมันก็ดังนะ แต่ดังอยู่ในใจ หะๆ ลองลูบเล่นๆ พร้อมๆกับการทำความรู้สึกตัวดูสิ ตัดความคิดอยากให้มันดังออก อยากรู้เหมือนกัน จะดังไหมน้าาาาาาา แล้วอย่าลืมเอามาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ อิอิ
ปล.แม้แต่ตอนที่เขียนเรื่องนี้อยู่ฉันก็ไม่รู้เลยว่าตกไปกี่ครั้ง เพราะมันช่างเยอะจริงๆ ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองตกค่ะ เพียงแต่ตกแล้วให้รีบตั้ง แค่นี้ก็สาธุ แล้วนะคะ ดีกว่าหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้เลย
ด.เด็กนิติฯ ไฮเปอร์

4 Responses so far »

  1. 1

    alismagi said,

    พี่ตกบ่อยนะเนี้ย แต่มันก็จริง คนเราทำอะไรหลายอย่างแล้วไม่ค่อยดีหรอกต้องทำทีละอย่าง แต่คติเรียน ๆ เล่น ๆ เนี้ยได้ผล พี่ว่าดีกว่าบ้าเรียนอย่างเดียวมันทำให้เสียโอกาสหลายอย่างที่มีประโยชน์

    • 2

      dekhyper said,

      แน่นอนค่ะพี่ ชีวิตไม่ได้จบแค่การเรียนยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริงๆของเรา การทำงาน หรือทุกอย่างรอบกาย คือชีวิต

  2. 3

    alismagi said,

    ไปเยี่ยมบล็อกพี่บ้างนะ อัพเดตอะไรใหม่ ๆ ไว้เยอะเลย


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: