ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ไม่ดัดแต่ตัดเอาไปทำอย่างอื่น

 

ไม้อ่อนดัดง่าย  ไม้แก่ไม่ดัดแต่ตัดเอาไปทำอย่างอื่น

เมื่อราวๆ 5-6  ปีก่อน  ฉันเคยบอกกับแม่ว่าอยากจะจัดงานวันเกิด  ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงย้ายโรงเรียนใหม่  จากสายประถมศึกษามาอยู่สายมัธยมศึกษา  และย้ายจากโรงเรียนประจำตำบลมาอยู่โรงเรียนประจำอำเภอ  ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า  ต้องเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่และต้องมีเพื่อนที่มากกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว  ยังไม่เพียงแค่นั้นเพื่อนๆแต่ละคนล้วนแล้วแต่มาจากหลายๆที่ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงจะหนีไม่พ้นเหล่าเด็กที่อยู่ในตัวอำเภอ  เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเด็กในเมืองย่อมได้เปรียบกว่าเด็กนอกเมือง  ส่วนตัวเราเองก็มาจากอีกสังคมหนึ่งซึ่งถ้าจะถามว่าแตกต่างจากพวกเพื่อนๆไหม  ก็คงไม่  แต่เนื่องมาจากว่าตัวเองเพิ่งจะมาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ใหม่  และเป็นเพียงคนเดียวของทั้งโรงเรียนเก่าที่มาเรียนที่นี่  เป็นผลให้ต้องหาเพื่อนใหม่ตามไปด้วย  ซึ่งเป็นการยากมากที่จะให้สนิทชิดเชื้อกันเหมือนเพื่อนเก่าๆ  แล้วช่วงนั้นก็พอดีว่าใกล้วันเกิดของตัวเองพอดี  จึงคิดแล้วว่าน่าจะจัดเป็นงานเลี้ยงแล้วชวนเพื่อนๆมากินกัน  เพราะเห็นหลายๆบ้าน  หรือเพื่อน พี่น้องหลายๆคนก็จัดกันออกบ่อย  แต่ตัวเองแทบจะไม่เคยจัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว  แล้วหลายๆครั้งที่เห็นเขาจัดกันก็เป็นที่สนุกสนาน  มีทั้งทำกับข้าว  ดื่มเหล้า  ดื่มเบียร์  ปิ้ง ย่าง  เนื้อกินกับแกล้มกัน  แต่ก่อนนั้นเราไม่กล้าจัดเพราะเพื่อนแต่ละคนก็เด็กๆกันอยู่ทั้งนั้น  พ่อ  แม่  คงไม่ปล่อยแน่ๆ  แต่นี่  สังคม  หรือสิ่งแวดล้อมหลายๆปัจจัย  เอื้อให้สามารถจัดได้  จึงตัดสินใจไปคุยกับพ่อ แม่  ตอนแรกก็เกือบจะได้จัดอยู่แล้วเพราะพ่อเป็นคนที่ตามใจมาตลอด  อยากทำอะไรก็ทำ  ไม่เคยบังคับ  แม้กระทั่งจนถึงตอนนี้   แต่ติดอย่างเดียวเท่านั้นคือ  แม่ขัดขึ้นมาซะก่อนว่า “ แม่ไม่ให้จัด”  ซึ่งเหตุผลของแม่ก็คือ    “  แม่ไม่อยากให้สิ้นเปลือง  กับเรื่องเหล่านี้  อยากให้เก็บเงินไว้ให้ไปเรียน  จะได้เรียนสูงๆ  จบมาจะได้มีงานดีๆทำ ”  แล้วแม่ก็ยกตัวอย่างใครหลายๆคนอีกสารพัด  เช่น  คุณหมอชาญชัย  ศิลปะอวยชัย  คุณหมอที่หลายๆคนเคารพ  เพราะท่านเป็นคนดีช่วยเหลือชาวบ้านมาตลอด  แล้วก็เป็นคนรวยที่เคยจนมาก่อน  รู้จักคุณค่าของเงิน  จนลูกของท่านยังนึกน้อยใจหลายครั้งที่พ่อไม่ให้จัดงานวันเกิด  ซึ่งก็เพราะเหตุผลเดียวกันกับแม่นั่นเอง   แต่แม่ยังไม่ได้จบเพียงแค่นั้น  แม่บอกต่อด้วยว่าถ้าอยากจะจัดก็ได้  แต่แม่ไม่ให้เงิน  ต้องหาเงินเอง  และที่สำคัญ  ถ้าจะจัดต้องไม่มี  เหล่าอบายมุขทั้งหลายมาเกี่ยวข้อง  เป็นอันว่างานวันเกิดที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเป็นอันพับเก็บไป ความรู้สึกตอนนั้นบอกได้เลยว่า  ก็นึกเคืองๆบ้างล่ะ  ตามประสาของคนที่ไม่เคยถูกขัดใจมาก่อน  พอแม่พูดจบปุ๊บ ก็ยังเก็บมาคิดต่ออีกว่าทำไม แม่ถึงไม่ให้จัด  ไม่ให้โอกาสเรา  นั่งคุยกับตัวเองตั้งนานแต่สุดท้ายก็ต้องลุกไปทำอย่างอื่นต่อ เป็นอันสรุปได้ว่าเหตุผลที่แม่ชี้แจงมาในวันนั้น  ไม่ได้อยู่ในใจ  หรือจิตสำนึกเลยแม้แต่น้อย  แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับในสิ่งที่แม่พูดทำไงได้ล่ะ ก็ไม่มีทุนนี่นา งานวันเกิดในปีนั้น จึงเพียงแค่ไปทำบุญที่วัดกับแม่  เพียงแค่นั้นเอง  แต่ความตั้งใจที่จะจัดงานเลี้ยงยังไม่หมดไป  ถึงจะไม่ได้จัดวันเกิดก็ขอกินเลี้ยงกันแบบธรรมดาๆ  จนถึงช่วงปิดเทอม จึงไปทำงานกับป้าที่กรุงเทพ ฯ ซึ่งทำเป็นประจำอยู่แล้วในช่วงทุกปิดเทอม  แต่ครั้งๆก่อนๆเพียงแค่ไปช่วย ซึ่งแน่นอนว่าเงินมันก็ต้องน้อยตามนั้น  ครั้งนี้จึงขอป้า  ว่าขอแยกร้านขายของเอง  ซึ่งป้าก็ยอมเป็นทุนให้ 2500  บาท จากครั้งๆก่อนเดือนละ 3000  บาท   มาครั้งนี้คิดแล้วทั้งทุนทั้งกำไร  สิบวันได้เงิน  6000  กว่า  อืมๆ พอไปได้สวย พอใกล้จะกลับบ้านป้าก็ยกให้ทั้งทุนและกำไร  ก่อนกลับบ้านยังซื้อเสื้อผ้าของฝากให้ครบทั้ง  พ่อ แม่ พี่สาว  พี่เขย  พอกลับมาบ้านก็ช่วงสงกรานต์พอดี  ไอ้เราก็จัดการเลย เลี้ยงหมูกระทะ  เพื่อนๆ  สนุกสนาน  และอิ่มใจอยากบอกไม่ถูก  เพราะ  ครั้งนี้ที่จัดได้  ก็มาจากเงินที่หาได้เอง  แล้วก็คิดได้ว่างานเลี้ยงไม่จำเป็นต้องมีอบายมุขก็สนุกได้  ถ้าเรารู้จักวิธีการ  แต่ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยจัดงานเลี้ยงอะไรขึ้นอีกเลย  เพราะเงินที่หาได้เอง  เอาไปจ่ายค่าเทอมหมด  เพื่อช่วยพ่อกับแม่ไปในตัว  แล้วหลังๆมานี้ยิ่งไปลงเรียนที่รามคำแหงอีกที่ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่  เพราะไม่มีเวลาไปทำงานเหมือนเดิม  ก็รับงานพิเศษบ้างแต่ไม่นานเหมือนแต่ก่อนเงินก็ไม่เยอะมาก  ส่วนใหญ่จะเป็นพี่เลี้ยงจัดค่าย ของ NGO  เด็กมากกว่า  ได้เบี้ยเลี้ยงมาทีก็กินหมด อิอิ  ไม่เคยถึงมือแม่เหมือนแต่ก่อนซะที  แต่เดี๋ยวนี้กิจกรรม  และงาน NGO  พยายามงดเกือบทั้งหมด  เพราะต้องเรียนหนักกว่าเดิม  และอยากจะทุ่มเวลาให้กับการเรียนมากกว่า  ยิ่งเหลือแต่วิชาเรียนที่ยากๆยิ่งต้องเอาใจใส่มาก  แต่ก่อนยังพอโดดเรียนได้ตามประสา  วิชาไม่ยากก็อ่านเอง  ไม่เคยเข้าเรียนซะที  แต่ตอนนี้ใกล้จบการศึกษาทั้งสองที่ก็อยากจะเอาให้ดีๆหน่อย  กิจกรรมเลยต้องลดลง
เฮ้อ! เล่ามาถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึงผู้มีพระคุณอีกท่าน  ที่ทำให้ตัวเองหายจากการตกนรกในใจ  ที่เป็นหนองเกาะกินใจมานานหลายปี  โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนที่แต่ก่อนนั้นนับได้ว่าฉันก็เป็นคนหนึ่งในบรรดาเพื่อนๆทั้งหลายที่คุณครู  หรืออีกหลายๆคนต่างก็ชื่นชมว่าเป็นคนเก่ง  ตั้งใจเรียน  แต่ในใจจริงๆแล้วไม่มีใครรู้เลยว่าฉันรู้สึกกดดันตัวเองมากเวลาเข้าเรียนแต่ละครั้ง  เวลาเกรดใกล้จะออกแต่ละที  ฉันจะรู้สึกปวดหัว เพราะตื่นเต้น  กลัวเกรดออกมาไม่ดีเหมือนครั้งก่อนๆ  กลัวไม่ได้ 4 ทั้งหมด  และกลัวอะไรอีกสารพัด  ในขณะที่คนอื่นชื่นชมแต่ฉันกลับไม่มีความสุขกับมันเลย  ยิ่งมาเข้าโรงเรียนลองวิทยาใหม่ๆ ยิ่งกดดันเพราะเพื่อนแต่ละคนเก่งๆทั้งนั้น  แล้วเนื้อหารวมถึงการตัดเกรดก็นับได้ว่ายากกว่าโรงเรียนขยายโอกาสทั่วไป  ยิ่งกดดันตัวเองมาก  จนมาถึงตอนนี้  อ.เยาวลักษณ์หรือครูนาย  ชอบแซวอยู่บ่อยๆว่า “แตนะเมื่อก่อนไม่เหมือนตอนนี้  หัวจะฟูๆ  คิ้วจะขมวดกัน ชนกัน  เดินก็เร็ว  เหมือนยุ่ง  เครียดอยู่ตลอดเวลา”   เป็นเพราะฉันคิดอยู่ตลอดเวลา  วางแผนอยู่เสมอว่าทำตรงนี้แล้ว  ต่อไปควรจะเป็นยังไง  พอไม่ได้ดังใจ ก็เก็บมาคิดต่ออีก  ใครทำอะไรไม่ถูกใจ  เป็นเจอวีนบ้างล่ะ  จนสุดท้ายหลังจากเกรดออกแล้ว ถึงได้สบายใจ เพราะยังไม่ตก 3.8   แต่ความเครียดมันเริ่มมากขึ้นๆ  เพราะคิดอีกแล้วว่าเทอมต่อไปถ้าตกจะทำยังไง  แล้วกิจกรรมก็ช่างเยอะจริง ๆ  ยิ่งได้เป็นหัวหน้าห้องยิ่งต้องรับผิดชอบทุกอย่าง  ตอนนั้นสมองเริ่มเบลอ จะเขียนวันที่เพื่อส่งงานครูยังลืมว่า วันนี้วันที่เท่าไร  หรือทำงานอะไรหลายอย่างก็ดูเหมือนจะผิดพลาดไปหมด  เพราะปล่อยให้เรื่องกังวลมีอยู่ในใจเยอะเกินไป  จนจัดสรรเวลาให้กับตัวเองไม่ได้  จนกระทั่งได้พบเพื่อนที่เคยไปฝึกปฏิบัติกับอาจารย์  นั่นแหละถึงได้ตัดสินใจไปลองดู  ทั้งๆที่ตอนนั้นครูก็ไม่ค่อยอยากให้เด็กม.3  ที่ไม่มีพื้นฐานไปเพราะค่อนข้างไกล จัดถึงวัดห้วยกี้วนาราม  อ.ร้องกวาง  แต่สุดท้ายฉันก็ดันทุรังไปจนได้  แรกๆฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร  อาจารย์พูดอะไร  ไม่รู้  ได้ยินอยู่แต่จับสาระไม่ค่อยได้  แต่หลังจากนั้นฉันก็ไปทุกครั้งที่จัดค่ายพาน้องพบธรรม  จนครั้งที่ ประมาณ  3-4  ฉันถึงเข้าใจว่าทำไมฉันถึงได้เป็นถึงขนาดนั้น  ได้เห็นถึงการให้แก้ไขตัวเอง  เพราะแต่ก่อนฉันสนใจแต่คนอื่น  สังเกต และอยากจะทำอะไรสารพัดเพื่อคนอื่น  แต่ลืมที่จะสังเกตและเอาใจใส่ตัวเอง  บ้านของฉันไม่แข็งแรง  พอลมพัดเข้าหน่อยถึงกับเอนเอียงจวนจะล้ม   แล้วแต่ก่อนพอพ่อ  แม่  ขัดใจหรือเตือนฉันก็จะเถียงกลับไปทุกครั้ง  เพราะฉันเชื่อว่าตัวเองถูกเสมอ  ท่านทำให้ฉันนึกถึงพระคุณของพ่อแม่ที่เลี้ยงให้โตมาได้จนถึงทุกวันนี้  และยังทำให้ฉันได้มีโอกาสเปิดโลกใจให้กว้างขวางมากขึ้น  ได้เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน  ทำให้ฉันยอมรับความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างที่ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะทำได้  ทำให้ฉันได้รู้ตัวเองว่าสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆคืออะไร ทำให้ฉันซึ่งเดินหลงทางในความฝัน  ออกมาใช้ชีวิตอยู่กับความจริงได้  ด้วยประโยคหลายๆประโยคที่ท่านกล่าวออกมา  ซึ่งที่กินใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง  พ่อ กับ แม่  ด้วยประโยคที่ว่า  “เกิดมาได้ก็บุญโขแล้วลูก  พ่อแม่เขาหยอกกันเล่นเฉยๆ  เรานั่นแหละทึ่งเกิดมาทำไม”  ตอนได้ฟังประโยคนี้แรกๆสะดุ้งเลยค่ะ  หลังจากนั้นภาพพ่อแม่ทำงานหนักก็วนเวียนมาให้เห็นตลอด  และทำให้คิดได้ว่า  “ถึงแม้ท่านจะเป็นอย่างไรก็ตาม  ท่านก็คือพ่อ แม่ ผู้ให้กำเนิด  คือผู้มีพระคุณ  ผู้ให้ชีวิต  เราต้องไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” 
หลังจากนั้นไม่นาน ประโยคใหม่ที่เกาะกินใจ  จากอาจารย์  ก็ต้องทำให้สะดุ้งอีกครั้ง  ด้วยประโยคที่ว่า  “ไม้แก่เขาไม่ดัด..แต่ตัดเอาไปทำอย่างอื่น”  หึๆๆ  เห็นไหมล่ะคะว่า  ฉันนี่มันขวัญอ่อนจริงๆ  แต่มันก็จริงไม่ใช่หรือค่ะ  เด็กจะเป็นอย่างไร  ก็ต้องขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู  หรือการอยู่ใกล้ชิด  ได้เห็นตัวเอย่าง  ฉะนั้น  เราอยากจะให้ใครเป็นอย่างไรเราก็ต้องเป็นอย่างนั้นก่อน  ถ้าอยากจะดัดใครก็ต้องดัดตั้งแต่ตอนเด็กๆ  ยังเป็นไม่อ่อนอยู่  พอเป็นไม้แก่ไปแล้วคงยากที่จะดัดได้  พอดัดไม่ได้  เขาก็ตัดซะเพื่อเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น   อาจารย์เรานี่ล้ำลึกจริงๆ
สุดท้ายก่อนที่จะจบฉันคงรู้สึกค้างคาใจที่ไม่ได้บอกประโยคนี้แก่คนที่ฉันรักและเคารพ  อย่างพ่อกับแม่ว่า  ขอบคุณที่ทำให้หนูเกิดมา  ขอบคุณที่เลี้ยงดูหนูมาจนถึงวันนี้  ขอบคุณที่เวลาหนูทุกข์ท่านไม่ปลอบใจ  แต่นั่งอยู่ข้างๆเป็นเพื่อน  ขอบคุณที่ทำให้หนูได้พบโอกาสในชีวิตหลายๆอย่างในชีวิต  โดยที่ไม่คิดจะขัดขวาง  ขอบคุณที่ไม่ให้หนูจัดงานวันเกิด  และขอบคุณที่ดัดหนูตั้งแต่ยังเป็นไม้อ่อน  เพราะหนูยังไม่อยากเป็นไม้แก่ให้ใครตัดเอาไปทำอย่างอื่น ขอบคุณจริงๆค่ะ
                   
กระแตเด็กไฮเปอร์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: