ทางเดินชีวิต

พรุ่งนี้ก็จะหมดปีเก่าแล้ว หลายๆคนคิดไว้รึยังคะ ว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ปีหน้า 5 ปี 10 ปี 20 ปี ข้างหน้า เราจะทำอะไร หลายๆคนอาจบอกว่าคิดไปทำไมในเมื่อมันยังมาไม่ถึง มีความสุขกับปัจจุบันดีกว่า ใช่ค่ะ แต่…เราจะไม่คิดบ้างหรือว่าถ้ามันมาถึงแล้วเราจะทำยังไง สิ่งที่คิดอาจไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำเมื่อถึงเวลานั้น แต่นั่นคือเป้าหมายที่จะพาเราก้าวเดินต่อไป เพราะเมื่อไรที่เราเดินโดยไร้จุดหมายปลายทาง พลังจิตด้านลบจะทำร้ายเราให้เราชะงักอยู่กับที่เดินไม่ไหว มีเป้าหมายไว้แล้ววิธีการจะตามมา ส่วนระหว่างเดินทาง ทางเดินมีตั้งหลายเส้นเราเลือกที่จะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ชีวิตไม่ใช่ตรรกะ ที่อะไรก็ต้องตึง สุดโต่งอยู่ตลอด ทุกอย่างมีการยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลง และยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป ^_^

Leave a comment »

คิด หรือ รู้สึก

Leave a comment »

รู้ตามความคิดพิชิตความสำเร็จ

รู้ตามความคิดพิชิตความสำเร็จ

เชื่อแน่ว่าหลายคนคงเกิดคำถามต่างๆมากมายกับตัวเองในแต่ละวัน เช่น
เวลาเจอปัญหาจะชอบถามตัวเองว่า
“ ทำไมชีวิตถึงเจอแต่ปัญหา ”
“ เมื่อไรชีวิตมันจะดีขึ้น ”
“เพราะอะไรถึงทำให้เราเจอแต่เรื่องราวแบบนี้”
อืมมมม จากการที่ชอบอ่านข่าว อ่านหนังสือ และติดตามคนดังๆ CEO หลายคนทำให้เราได้ค้นพบว่า คุณเกมส์ สุวิจักข์ ศรีอาริย์ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ร้อยล้าน ไม่ได้เป็นลูกคนรวย ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด เป็นแค่ลูกกรรมกร ไม่มีความรู้ ไม่เก่งเรื่องอสังหาริมทรัพย์ คุณบอยวิสูตร แสงอรุณเลิศ นักแต่งเพลงและนักเขียนหนังสือ Bestseller และบรรณาธิการสำนักพิมพ์ Stock2morrow บันเทิงคดี ไม่มีความรู้ ไม่เก่งในเรื่องงานเพลง หรืองานเขียน เคยถูกให้ออกจากงานแบบไม่คาดคิดทั้งๆที่คิดว่าบริษัทนี้มีชื่อเสียงและมั่นคงที่สุด คุณต๊อบ อิทธิพัทธิ์ เจ้าของเถ้าแก่น้อย IDOL ของวัยรุ่นหลายๆคนที่อยากประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่เคยรู้ และไม่เก่งในเรื่องของการขาย การตลาด เคยเป็นเด็กติดเกมส์แถมเรียนยังไม่จบก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะทางบ้านประสบปัญหาทางการเงินเป็นหนี้หลายล้าน คุณตัน ภาสกรนที เจ้าของอิชิตัน ชาชื่อดังที่หลายๆคนชอบซื้อดื่ม นี่ก็ไม่ได้รวยมาก่อนอีกเช่นกัน เคยทำงานทุกอย่างแม้แต่การเป็นกรรมกรแบกหาม ทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า ยันเที่ยงคืน โอทีก็ไม่มี ความจริงที่อยากจะบอกก็คือนี่แหละค่ะ เขาเหล่านี้ไม่มีใครเลยที่มีความรู้หรือเก่งในเรื่องที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในทุกๆวันนี้ ใช่ค่ะ ทุกอย่างต้องใช้เวลาเรียนรู้และหมั่นฝึกฝน คุณต๊อบพยายามทอดสาหร่ายอยู่หลายครั้งหลายหนกว่าจะค้นพบวิธีการทอดอย่างไรให้อร่อย ใช้เวลาทุกวันเดินเข้าไปเซ่เว่น เช้าและเย็นไม่ได้ไปซื้อนะคะ แต่ไปนับว่าเซเว่นแต่ละที่เวลาเช้าและเย็นมีสาหร่ายเถ้าแก่น้อยกี่ถุง ขายได้เท่าไร ทำอย่างไรจึงจะขายได้ คุณตัน ใช้เวลาช่วงวัยรุ่นไปกับการเรียนรู้งานผ่านการเป็นลูกน้อง ทำงานให้เหมือนกับบริษัทตัวเอง ถึงเข้าใจว่าความรู้สึกของการเป็นลูกน้องมันเป็นยังไง และควรทำยังไงให้ลูกน้องรัก ทุกวันนี้จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีคนเยอะเหลือเกินที่อยากร่วมงานกับคุณตัน
เอาล่ะค่ะ เล่ามาซะขนาดนี้รู้รึยังว่าอยากบอกอะไร
รู้หรือยังคะว่า ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ทุกอย่างมาได้จากการแลกเปลี่ยน ในที่นี้ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนทางด้านแรงงานและแรงใจค่ะ ทุกอย่างต้องอาศัยการฝึกฝน การพัฒนา และความอดทน เหนือสิ่งอื่นใดคือใจรัก และอยากจะทำ เคยมีคนกล่าวไว้ว่า
ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ด้วย 3 ขั้นตอน
1 มีจุดมุ่งหมาย
2 หาวิธีการที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายของเรา และ
3 ลงมือทำมันซะ
เชื่อไหมคะว่าทุกอย่าง มันยากแค่ก้าวแรกก่อนที่จะลงมือทำแค่นั้นเอง เพราะทุกคนต้องก้าวผ่านความกลัวและเอาชนะมันมาให้ได้ ก้าวต่อไปหลังจากนั้นมันจะเป็นพลังแห่งความท้าทาย ความสนุกสนานเคล้าน้ำตาที่จะทำให้เราจดจำไปจนตาย เป็นตำนาน เรื่องเล่า ชั่วลูกชั่วหลาน และมันก็จะกลายเป็นความภาคภูมิใจของเราเองเพราะเราสร้างทุกอย่างมาด้วยแรงกายและแรงใจของเราเอง
แต่เดี๋ยวก่อนที่จะฝันไปไกล กลับเข้ามาสู่สิ่งที่ใกล้ตัว นั่นก็คือทำลายความอ่อนแอของตัวเองซะ ถูกล่ะทุกคนมีเวลาท้อ แต่ท้อไม่ใช่เพ้อ พระอาจารย์ของเราเคยบอกเสมอว่า เวลาขยันให้นอน เวลาขี้เกียจให้ลุกขึ้นมาทำมันซะ ใช่มันคือการสร้างนิสัยของเรานั่นเอง สิ่งที่บั่นทอนกำลังใจ ทำลายสภาพกายและสภาพใจเรามากที่สุดคือ “ความคิด” ใช่ค่ะ ความคิดที่หลายๆคนไม่เคยสังเกตและมองข้ามมันไป ความคิดที่จะพาเราให้จมเข้าไปอยู่ในอารมณ์ของความเศร้าหมอง มันแซ่บ!! มากขอบอก แต่คิดแล้วมันมีอะไรดีขึ้นไหมล่ะ ถ้าคุณคิดว่ามันดีก็จงคิดต่อไป แต่ถ้าใครคิดว่าไม่ดีก็รีบออกจากความคิด ตัดมันทิ้งซะแล้วลุกขึ้นมาสู้เพื่อตัวเองซะที หลายคนก็คงเกิดคำถามอีกนั่นแหละ ปัญหาเยอะ “อ้าว!! ในเมื่อมันไม่ดีแล้วเราห้ามมันไม่ให้คิดได้ไหม” ก็อยากบอก “แล้วคุณห้ามมันได้ไหมล่ะ?” สังเกตตัวเองดีๆนะก่อนที่จะตอบ ถ้าใครห้ามความคิดได้เราจะไปยกมือไหว้ขอเป็นลูกศิษย์ ^J^ ความจริงก็คือไม่มีใครห้ามความคิดได้หรอกค่ะ แต่วิธีที่ดีกว่าการห้ามคือ สังเกตและรู้ตามความคิดให้ทัน แล้วรีบตัดมันซะโดยเร็ว ก็เหมือนคำถามข้างต้นนั่นแหละ ทุกคนเวลาเจอปัญหามักจะใช้เวลาอยู่กับความคิดของตัวเอง โดยวิธีการตั้งคำถาม (คนบ้าอะไรคุยกับตัวเองก็ได้) ^^ เมื่อไรที่เลิกถามตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้ได้แล้วมาหาวิธีการเพื่อที่จะทำให้ตัวเองดีขึ้นได้ เมื่อนั้นแหละค่ะคุณจะพบว่าทางสว่างมีเยอะแยะมากมาย “ล้มเยอะๆค่ะ แล้วจะรู้ว่าวิธีการลุกมันช่างมีมากมายหลายวิธี” เคยมีคนกล่าวไว้เสมอว่า “ขอแค่เพียงมีเป้าหมายแล้ววิธีการมันจะมาเอง”

ปิยะเรศ สีเกี๋ยง

Leave a comment »

ตื่นจากความคิด

ตื่นจากความคิด

ชีวิตนี้ ช่างทุกข์เหลือหลาย เว้นแต่เวลาหลับที่ไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆ ตื่นมาก็ทุกข์ หายใจเข้า แต่ไม่ได้หายใจออกก็ทุกข์ หิวข้าวแต่ไม่ได้กินข้าวก็ทุกข์ อยากเข้าห้องน้ำแต่ไม่ได้เข้าก็ทุกข์ สังเกตุได้ว่าชีวิตเราทุกๆวันต้องเจอกับความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีใครหนีจากความทุกข์ไปได้ ฉันลองสังเกตุตัวเองระหว่างที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บ้านที่แพร่แท้ๆ แต่ใจกลับคิด อยากกลับกทม.แล้ว นั่นไง!! อยากกลับแต่ไม่ได้กลับ ความทุกข์เกิดขึ้นอีกแล้ว และสิ่งที่มาพร้อมๆกันนั้น คือ ความคิด คิดโน่นคิดนี่ ไปเรื่อย ทางกทม.เป็นไงบ้างนะ งานรับน้องจะเรียบร้อยดีไหม อาจารย์จะสอนไปถึงไหนแล้วนี่ ตอนนี้ซักเริ่มเหมือนคนเดินหลงทางๆ 55 บ้านอยู่ไหนไม่รู้ เดินตามความคิดไปเรื่อยๆ ไหลไปๆๆ แต่..ตอนนี้รู้แล้ว ตั้งใหม่
ความคิด เป็นเหมือนเงาตามตัว ที่อยู่กับตัวฉันตลอดเวลา เหมือนกับขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ แค่นี้ก็คิดแล้ว “จะพิมพ์ยังไงดี” เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะฉันเริ่มจะติดอยู่ในกับดักของความคิด และกับดักของภาษา ฉันได้แต่คิด และเรียบเรียงพยัญชนะ 44 ตัว ที่สลับกันไป มา เพื่อให้มันต้องออกมาสวยหรูที่สุด แต่…หารู้ไม่ มันไม่มีความใหม่ของภาษาเอาเสียเลย มันมาจากความคิด ไม่ได้มาจากความรู้สึกที่แท้จริง หรือหากจะพูดตามจริง ฉันคิดมากเกินไป เอาความสนใจ ความเอาใจใส่ไปอยู่ที่ความคิดมากกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ จนตามไม่ทันความรู้สึกที่อยากจะสื่อออกมา ฉันเริ่มรู้แล้วตัวเองกำลังตก!!!
เอาล่ะทีนี้ ตั้งใหม่ ฉันค่อยๆสังเกตุมือที่กำลังจิ้มอยู่บนแป้นพิมพ์แต่ละตัวอักษรที่กำลังพิมพ์ไป ปรากฎว่า มีบางคำพิมพ์ผิด เพราะ ฉันพิมพ์ไปด้วย คิดไปด้วย แล้วก็ฟังเสียงโทรทัศน์ไปด้วย ทีนี้ลองปิดโทรทัศน์
ตัดความสนใจออกไปอีกหนึ่งอย่าง เออแฮะ!! เงียบไปหน่อย เหอะๆ ฉันเริ่มมองเห็นแล้วว่า คนเราทำอะไรได้ทีละอย่าง ก็เลยนึกขึ้นมาได้ อาจารย์พูดว่า “กินข้าวก็กินทีละคำ การได้ยินก็ได้ยินทีละคำ ไม่ใช่ทีละประโยค” จริงแฮะ เพราะเมื่อการได้ยินคำนั้นสิ้นสุดลง เราถึงจะได้ยินอีกคำนึง แต่ที่เราได้ยินเป็นประโยค เนื่องจาก การได้ยิน เสียงกระทบหู ใจรับรู้เสียงนั้นมา เกิดขึ้น และถูกปรมวลผลอย่างรวดเร็วต่างหาก ฉันรู้ได้จาก ขณะที่ฉันเขียนเรื่องนี้อยู่ ความเอาใจใส่ของฉันจะต้องอยู่กับเรื่องนี้เท่านั้น ส่วนโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ ดูเหมือนจะรู้ แต่ความจริงไม่รู้เลยว่า ในโทรทัศน์กำลังพูดอะไร สงสัยฉันคงทิ้งไปนาน เลยเริ่มๆปล่อยให้ไวรัสเข้ามาเกาะกินใจมากเกินไป วันนี้เลยถือโอกาสเอาโปรแกรมแสกนไวรัสที่มีอยู่ในตัว มาอัพเดตใหม่ จะได้ตามทันไวรัสตัวใหม่ที่เข้ามาตลอดเวลามั่ง แล้วตอนนี้ฉันก็เริ่มรู้อีกอย่างแล้วว่า การเขียนกับภาษา และความคิดนี่ หนีจากกันไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะเราถูกฝึกให้เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก จะพูด จะทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ เหมือนมีคนบอก “ให้คิดก่อนพูด เพราะถ้าพูดไปแล้ว คำพูดนั้นจะเป็นเจ้านายเราทันที” ไอ้เรา มันก็ดันเป็นคนกลัวมีเจ้านายเป็นคำพูด ก็เลยไม่กล้าพอที่จะพูดหรือเขียนออกไป จนเป็นอุปสรรคในการเขียนอยู่ทุกวันนี้ เหอะๆ ว้า…เขียนไปเขียนมาซักเมื่อย นอนซักหน่อยดีกว่า เดี๋ยวค่อยมาเขียนต่อ…
ตื่นแล้ววววว ตื่นจากการนอนแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาตื่นจากความคิดมั่ง ความคิดเป็นเรื่องที่ห้ามถ้าไม่ได้ ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะ มันเป็นปกติของมนุษย์ ปุถุชน คนบ้าทั้งหลาย 555 เพราะบางคนต้องอาศัยความคิดในการทำงาน ทำมาหากิน ถ้าห้ามคิด แล้วจะเอาอะไรกินกัน แต่..ทำยังไงไม่ให้ไหล หรือจมไปกับความคิดต่างหาก แน่นอนคนเราเจออยู่สองสิ่งชีวิตนี้ “สิ่งหนึ่งน่าชอบใจ สิ่งหนึ่งไม่น่าชอบใจ” สิ่งที่น่าชอบใจก็ถือเป็นอารมณ์ตก หากเราปล่อยให้หลงระเริงไปกับมันจนเพลิน ฉันสังเกตุตัวเองในเวลาเล่นเกม ดูคอนเสิร์ต หรือทำอะไรก็ตามที่ถูกใจตัวเอง มักจะหลงจมอยู่ตรงนั้นจนลืมทำหลายๆอย่างที่สำคัญไป สาเหตุเพราะว่า ฉันไม่เคยเล่นเกม ไม่เคยได้ไปดูคอนเสิร์ต แบบจริงๆจังๆ ทีนี้ เลยลองดูซิ ว่าความรู้สึกมันจะเป็นยังไงเหมือนที่หลายๆคนบอกไหม สุดท้ายมันติดอยู่ในอารมณ์อย่างยากที่จะถอนตัวออก หึๆ เหมือนคนดื่มเหล้า ไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดอยู่ในอารมณ์ ขณะที่ดื่มเหล้าต่างหาก แซ่บอีหลี แต่ก็นะ อารมณ์นี้ให้อภัยได้ หากไม่ติดจนเป็นที่เดือดร้อนทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น แต่… สิ่งที่ไม่น่าชอบใจนี่สิ อารมณ์นี้อันตรายเหลือหลาย เพราะนอกจากมีโอกาสทำร้ายผู้อื่นแล้ว ยังเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างไม่รู้ตัว หรือว่ารู้ตัวแต่..อยากปล่อยมันไว้อย่างนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ให้สะใจเล่นก็ไม่ทราบได้ ไม่อยากจะบอกหรอก แต่ฉันเองก็เป็นบ่อย😀 มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จิตใจเกิดความเศร้าหมอง ยุ่งอะไรเรื่องของฉัน หลายๆคนบอกอย่างนี้ ก็ไม่อยากยุ่งนักหรอก ชีวิตใครก็ชีวิตมัน แต่… เผอิญว่า เมื่อเกิดภาวะใจป่วย สิ่งที่ตามมาคือภาวะกายป่วย แล้วใครเล่าที่จะต้องเดือดร้อนดูแล หนีไม่พ้นคนใกล้ชิดอีก เห็นไหมไม่ดีเลยยยย
ฉะนั้น เรามาฝึกตื่นจากความคิดกัน ใครกันที่บอกว่าทำยาก (ที่จริงฉันก็คิดมามันยากนะ เพราะมันต้องฝืนตัวเองพอสมควร 55) จริงๆแล้วมันไม่อยากจะทำต่างหากค่ะ คิคิ แต่ก่อนฉันก็ไม่ค่อยอยากทำเท่าไรหรอก แต่ตอนนี้ อยู่มหาวิทยาลัย ต้องเจอกับภาวะกดดันหลายๆด้าน เพราะ ฉันต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย นับว่าหนักหนาเอาการพอสมควร ตอนเรียนไม่ค่อยเท่าไรอิสระเยอะ แต่ตอนทำงานนี่สิ เจ้านายดูเหมือนจะมีคนเดียวแต่ความจริงแล้วเปล่าเลย ทุกคนสั่งเราได้หมด ก็เรามันอายุน้อนที่สุดนี่!! แล้วแต่ละคำสั่งมาทีเดียวพรืดดดด จะทำยังไงให้ทันกัน มีสองมือ สองเท้า แล้วบางคำสั่งยังขัดแย้งกันเองอีก เอาล่ะสิ !! จะทำตามใครดีทีนี้ บางทีไม่ได้ดั่งใจ โดนด่าอีก นั่น!!
ฉะนั้น ฉันจึงต้องรีเชต ตัวเองใหม่ เขาด่า เข้าว่า เขาสั่ง แน่ล่ะมันไม่ถูกใจฉันหรอก แต่มันคืองาน งานก็คือเงิน เหอะๆ ใครจะว่าอะไรยังไง ใจฉันเองต่างหากที่รับความรู้สึกนั้นมา ฉันต้องเริ่มจัดการที่ตัวเอง ฉันเริ่มจากการทำความรู้สึกตัว แขนที่กำลังทำหน้าที่ของมัน ขาที่กำลังก้าวเดิน ตาที่กำลังมองทางอยู่ สักพักความรู้สึกไม่พอใจจะเริ่มเลือนๆๆไปเอง แน่นอนมันไม่หายไปไหนหรอก เพียงแต่ว่า ฉันเอา การทำความรู้สึกตัว มาตัดความรู้สึกไม่พอใจนั้นออกไปไกลๆก่อน แต่เมื่อไรก็ตามถ้าหยุดทำความรู้สึกตัว ความไม่พอใจก็จะกลับเข้ามาเยือนอีกครั้งนึง ฉะนั้น ต้องทำไปเรื่อยๆๆ ตกแล้วตั้ง ต่อไป ความคิด ความไม่พอใจ จะเริ่มห่างไกลจากใจเราไปด้วย ไม่ใช่หมดไป แต่มันแค่ไกลออกไปและพร้อมที่จะกลับมาทุกเมื่อถ้าเราเปิดโอกาส
การเรียนก็เช่นเดียวกัน ฉันถือคติ “ เฮ็ดเล่นเป็นอีหลี เฮ็ดอีหลีเป็นขี้” ทำไม ก็เพราะมันเครียดไง อ่านหนังสือทีเป็นตั้งๆ ยิ่งสายกฎหมายท่องประมวลไม่ใช่น้อยๆ จริงจังกับมันมากเป็นบ้า ประสาทกินกันพอดี เรียนๆเล่นๆ ไป เดี๋ยวก็จบ เหมือนการลูบฆ้อง ไม่รู้ใครเคยลูบไหม บางคนดัง บางคนไม่ดัง ก็เพราะว่าเราอยากให้มันดังไง มันถึงไม่ดัง ลูบอย่างเป็นจริงเป็นจัง ความจริงมันก็ดังนะ แต่ดังอยู่ในใจ หะๆ ลองลูบเล่นๆ พร้อมๆกับการทำความรู้สึกตัวดูสิ ตัดความคิดอยากให้มันดังออก อยากรู้เหมือนกัน จะดังไหมน้าาาาาาา แล้วอย่าลืมเอามาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ อิอิ
ปล.แม้แต่ตอนที่เขียนเรื่องนี้อยู่ฉันก็ไม่รู้เลยว่าตกไปกี่ครั้ง เพราะมันช่างเยอะจริงๆ ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองตกค่ะ เพียงแต่ตกแล้วให้รีบตั้ง แค่นี้ก็สาธุ แล้วนะคะ ดีกว่าหลายคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้เลย
ด.เด็กนิติฯ ไฮเปอร์

Comments (4) »

ข้อสอบ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ LA 410 ภาค 1/53 ภูมิภาค

ข้อสอบ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ LA 410 ภาค 1/53 ภูมิภาค

ไม่น่าเชื่อง่ายๆมากๆเอามาเผื่อคนที่ยังไม่ได้ลงค่ะ เสียดาย ท่อง INCOTERMS 2000 แทบตาย โดยเฉพาะ CIF – Cost, Insurance and Freight
กับ FOB – Free On Board
ไม่ออกซักข้อ

1. จงอธิบายถึงความหมายและสถานะทางกฎหมายของใบตราส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล
2. กรณีผู้ขายอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และผู้ซื้ออยู่ในประเทศไทย ตกลงซื้อขายสินค้าและตกลงให้ผู้ซื้อชำระเงิน โดยเลตเตอร์ออฟเครดิต ผู้ซื้อจึงยื่นคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต และธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่ผู้ขายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้รับผลประโยชน์ จงอธิบายถึงนิติสัมพันธ์และหน้าที่ความรับผิดทางสัญญาระหว่าง

ก. ผู้ซื้อกับธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออเครดิต และ
ข. ธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออเครดิต กับผู้รับประโยชน์
3. จงอธิบายถึงขอบเขตการบังคับใช้ พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 โดยยกตัวบทกฎหมายประกอบการอธิบาย

แนวนี้เราตัดต่อเองนะ ไม่ใช่ของทางคณะฉะนั้นใครที่เอาไปก็ไปแก้ไขให้ดีตามถนัดนะจ๊ะ

1. ใบตราส่ง (Bill of Lading)
จะเกิดขึ้นเมื่อ shpper นำสินค้าที่จะส่งไปยังผู้ซื้อ ให้แก่ carrier แล้ว carrier ก็ออกเอกสารชนิดหนึ่ง ชื่อ “ใบตราส่ง”
แล้วเมื่อ สินค้าที่ carrier นำไปส่ง ผู้ซื้อต้องนำ “ใบตราส่ง” มารับสินค้า แต่ใบตราส่งอยู่กับ shpper.
ผู้ซื้อต้องนำ “ใบตราส่ง” ส่งมอบ carrier ถึงจะได้รับของ

ใบตราส่ง
*** ผู้ซื้อจะมารับสินค้าไม่ได้ถ้าไม่มีใบตราส่งมาเวรคืน

ใบตราส่งทางทะเลมีสถานะที่มีผลทางกฎหมาย ๓ ประการ
๑. เป็นใบรับสินค้าที่ขนส่ง
(As Receipt for Goods Shipped)
๒. เป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล
(As Evidence of Contract)
๓. เป็นเอกสารสิทธิในสินค้าที่ขนส่ง
(As a Document of Title)

2. ก. นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ขอเปิดเครดิตกับธนาคารผู้เปิดเครดิต
 คำขอเปิดเครดิตถือเป็นคำเสนอ เมื่อธนาคารตกลงเปิด L/C ให้เป็นคำสนอง สัญญาเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เกิดขึ้น
 ธนาคารมีหน้าที่เปิด L/C และชำระเงินเมื่อผู้รับประโยชน์ปฏิบัติตาม L/C ส่วนผู้ขอเปิดเครดิตมีหน้าที่ชดใช้เงินคืนแก่ธนาคาร

ข. นิติสัมพันธ์ระหว่างธนาคารผู้เปิดเครดิตกับผู้รับประโยชน์
 เมื่อธนาคารผู้เปิดเครดิตเปิด L/C และมีการแจ้ง L/C ให้ผู้รับประโยชน์ทราบแล้วมีลักษณะเป็นคำมั่น และเมื่อผู้รับประโยชน์ได้จัดส่งสินค้าตามที่ระบุใน L/C ถือเป็นการทำคำสนองเกิดสัญญา
 ธนาคารผู้เปิดเครดิตมีหน้าที่ชำระเงินตาม L/C เมื่อผู้รับประโยชน์ปฏิบัติถูกต้องตาม L/C

 3. ใช้บังคับแก่สัญญารับขนของทางทะเลจากประเทศไทยไปต่างประเทศ หรือจากต่างประเทศมายังประเทศไทย (มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง)
 แม้ระบุในใบตราส่งว่าให้ใช้กฎหมายต่างประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศบังคับแก่สัญญา แต่ถ้าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนหรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย (มาตรา ๔ วรรคหนึ่ง)
 ใช้บังคับแก่การขนส่งทางทะเลภายในราชอาณาจักร ถ้าตกลงเป็นหนังสือให้ใช้ พ.ร.บ.นี้บังคับ (มาตรา ๔ วรรคสอง)
 กรณีขนส่งไม่คิดค่าระวาง ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิด (มาตรา ๔ วรรคสาม)
– สอดคล้องกับ ม.608
– หากมีการออกใบตราส่ง ผู้ขนส่งต้องจดแจ้งว่าตนไม่ต้องรับผิด
– มิฉะนั้น จะยกเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภายนอกไม่ได้
– เพื่อคุ้มครองผู้ที่มิใช่คู่สัญญา
 ใช้บังคับกรณี Charter party ที่มีการออกใบตราส่ง โดยสิทธิและหน้าที่ของผู้ขนส่งและผู้รับตราส่งซึ่งไม่ใช่ผู้จ้างเหมาให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. นี้ (มาตรา ๕)
 ใช้บังคับแก่สัญญารับขนโดยยานพาหนะหลายรูปแบบ (Multimodel Transport) เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งทางทะเล (มาตรา ๖)

เพิ่มเติมให้

กม.ที่ใช้บังคับแก่การรับขนของทางทะเล
(1) ก่อนมี พรบ. การรับขนฯ
– ตาม ม.609 ใช้ กม.ใดบังคับ
– มีความเห็น 4 แนวทาง
แนวทางที่ 1 ใช้ กม.ทั่วไปเทียบเคียง
– ฎ.999/2496 การประกันภัยทางทะเลใช้ Marine Insurance Act 1906
แนวทางที่ 2
– น่าจะหมายถึงหลัก กม.ทั่วไปของไทยเท่านั้น และควรนำ พรบ.ขัดกัน ม.13 มาบังคับใช้
แนวทางที่ 3
– ไทยมีการค้าขายกับต่างประเทศมานาน เราจึงมี “คลองจารีตประเพณีแห่ง ท้องถิ่น” ซึ่งคล้ายคลึงกับเกณฑ์ที่อยู่ใน Hague Rules ซึ่งอาจนำสืบรับฟังในศาลได้
แนวทางที่ 4
– กม.ใกล้เคียงอย่างยิ่งและหลัก กม.ทั่วไป ควรนำ บรรพ 1 และรับขน ม.610-633 มาบังคับใช้
– และแนวทางนี้ศาลไทยยึดถือมาตลอด
– ฎ 563/2532 ใช้ ปพพ.ลักษณะรับขน อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งปรับแก่คดี
(2) พรบ.รับขนของทางทะเล พ.ศ.2534

Comments (2) »

เหรียญด้านที่สาม

อันนี้ขึ้นชื่อไว้ก่อน แต่เรื่องเดี๋ยวตามมาทีหลังนะคะ อดใจรอสักนิด

เด็กไฮเปอร์

Leave a comment »

จุดเริ่มต้น……..ปริศนาชีวิตที่ไร้หลัก

จุดเริ่มต้น……..ปริศนาชีวิตที่ไร้หลัก

คงไม่แปลกใจถ้าฉันจะบอกกับตัวเองว่า คนเราเกิดมาพร้อมกับกรอบหลายๆรูปแบบทั้งจับต้องได้ จับต้องไม่ได้ ก็นะ..ชีวิต
ฉันเองก็คงไม่ปฏิเสธ ว่าเรื่องราวต่างๆหลายเรื่องที่เกิดมาพร้อมกับการก่อกำเนิดชีวิตของฉันขึ้นมา มีหลายเรื่องราวที่ทำให้ฉันถึงกับเสียศูนย์ อาจไม่ถึงขั้นล้มทั้งเป็น กายอาจจะยังทรงอยู่ได้ แต่ใจแทบสลาย ตอนนั้นรู้สึกได้ว่ามันทรมานเหลือเกิน ได้แต่โทษคนอื่นว่าทำไม ฉันทำผิดอะไรนักหนา ทุกสิ่งทุกอย่างถึงได้พากันประเดประดังเข้ามาภายในเวลาที่ฉันยังอยู่ในอาการที่ไม่พร้อมจะรับรู้ ได้แต่บอกกับตัวเอง “ฉันเหนื่อยเหลือเกินแล้ว ฉันอยากพักเสียที”
แต่… ใครจะคิดล่ะว่า โลกใบนี้มันไม่ได้สวยงามดังใจคิด ไม่ใช่จะสั่งให้อะไรได้ดังใจไปเสียทุกอย่าง หน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่มี มันสั่งให้ต้องเดินหน้าต่อ เดินหน้า ทั้งๆที่ใจไม่อยากจะทำ ได้แต่ฝืนใจทำไปให้วันๆหนึ่งผ่านพ้นไปได้ โดยที่ฉันแทบไม่รู้ตัวเองเลยว่า ทุกๆวัน ฉันได้สะสมความทุกข์ใจเพิ่มขึ้นทีละนิดทีละหน่อย จนสุดท้ายความสุขแทบจะไม่มาเยือน เพราะได้แต่เก็บทุกข์ไว้เสียมากมายจนไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับความสุขให้อาศัยอยู่เลย หลักยึดทางใจไม่มี แล้วจะหวังอะไรกับหลักยึดทางกาย สุขภาพใจทรุดโทรมเท่าไร สุขภาพกายก็ยิ่งแย่มากเท่านั้น
ทุกวันฉันได้แต่มองคนอื่น จนลืมที่จะมองที่จะสังเกตตัวเอง เดินหลงทางมาตลอด ทางเดินมีมากมายหลายเส้นทางให้เลือกเดิน เมื่อมีเป้าหมาย แน่นอนว่าคงจะต้องเลือกทางใดทางหนึ่งเพื่อที่จะเดินไปให้ถึงเป้าหมาย แต่ใจฉันเองกลับอยากที่จะเลือกเดินเกือบทุกทางที่มีอยู่ ด้วยความโลภ แต่ฉันลืมไปว่าเส้นทางเดินต่อให้มีกี่ร้อยล้าน แต่เรามีแค่สองมือ สองเท้าที่ก้าวเดิน ฉะนั้นสุดท้ายเราก็ต้องเลือกเดินทางใดทางหนึ่ง ได้เพียงทีละเส้นทางเท่านั้น เพื่อหวังว่าทางสายใดสายหนึ่งที่เลือกคงจะมอบอะไรสักอย่างที่มันคือที่สุดของชีวิตที่หลายๆคนตามหา และอยากจะมี ทั้งๆที่ฉันเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อะไรที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่าทางแต่ละเส้นที่เลือกเดินมันมีความแตกต่างกันออกไป แรกๆเดินไปก็รู้สึกว่าชอบอยู่หรอกและคิดว่ายิ่งเดินลึกต่อไปยิ่งต้องมีอะไรที่น่าตื่นเต้น น่าค้นหา และสุดท้ายฉันคงจะรักและอยู่กับมันได้ น่าจะใช่สิ่งที่ฉันกำลังค้นหาอยู่ แต่ก็นะ วันนึงฉันก็ได้รู้ความจริง ว่าความคิดกับความเป็นจริงมันสวนทางกัน ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไร ฉันก็ยิ่งค้นพบว่าทางๆนี้ไม่ใช่ทางที่สร้างเพื่อให้ฉันเลือกเดิน แต่ตัวฉันเองดันทะเล่อทะล่า เข้ามา เพราะ ยิ่งเดินยิ่งเกิดความรู้สึกอึดอัด อยากเดินเร็วๆเพื่อหนีออกจากความอึดอัดนั้น ตอนนั้นเริ่มคิดแล้วว่าทำยังไงตัวเองถึงจะพ้นจากความอึดอัดนั้นได้ แต่ขณะเดียวกันฉันมองไปไกลๆเห็นเส้นทางสายนี้มีทางแยกอยู่ข้างหน้าเยอะแยะมากมาย ใจตอนั้นเริ่มคิด เดินกลับไปดีไหม แต่ถ้าเดินกลับไปเท่ากับว่าที่เดินมาทั้งหมดก็เสียเวลา และเหนื่อยเปล่า หรือว่าจะเดินเพื่อไปให้ถึงทางแยกข้างหน้าดี แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าทางแยกข้างหน้าหากเดินไปแล้วจะต้องไปทางไหนต่อ และเราจะทนความอึดอัดระหว่างการเดินทางที่เหลือได้หรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้ว่า “เอาวะ เอาก็เอา อีกนิดเดียวเอง ทนเอาหน่อยจะเป็นไปไร ไหนๆก็เดินมาไกลขนาดนี้แล้ว จะกลับไปให้เสียเวลาทำไม อีกอย่างกลับไปก็คงไม่พ้นเจอแต่แบบเดิมๆ ลองเดินไปเผื่อ ข้างหน้าอาจจะมีอะไรใหม่ๆบ้าง ถือเป็นโอกาสละกัน ทำไงได้ เลือกเดินเอง ก็ต้องยอมรับผลที่มันเกิดล่ะ” แต่ใครจะเชื่อว่าพอเดินไปอีกนิด ฉันกลับพบทางเดินอีกทางซึ่งเป็นทางเล็กๆที่เมื่อมองไกลๆจะไม่เห็นแต่พอเดินเข้าไปใกล้ๆกลับเห็นอย่างชัดเจน ทางเล็กๆเส้นนี้เป็นเพียงแค่ทางดินแดงที่ไม่ได้ลาดยางให้สวยหรูน่าเดินเท่าไร แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนมีมนต์สะกดให้ฉันหยุดมองดู แล้วฉันก็ได้พบว่า แม้จะเป็นทางเล็กๆ แต่ทำไมถึงมีรอยเท้ามากมายก้าวเดินผ่านเข้าไปในถนนสายนี้ สุดท้ายความรู้สึกอยากค้นหา ท้าทาย ดูเหมือนว่ามันจะชนะความคิดที่จะเดินไปข้างหน้าต่อ ฉันตัดสินใจเลี้ยวเดินไปในทางเดินเล็กๆเส้นนี้ แล้วฉันก็ได้เรียนรู้ว่า ทางเดินเล็กๆเส้นนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่แปลกใหม่ ซึ่งฉันไม่เคยได้สัมผัส ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยมีมาก่อน และฉันก็ต้องการมันมาตลอดเวลาที่ดำรงชีวิตอยู่บนโลกที่บอกตัวเองมาตลอดว่าสวยงาม แต่หาความสุขไม่ได้ แล้วฉันก็ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองค้นหา และต้องการ นั่นคือ ความเป็นอิสระของชีวิต ที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามใคร ไม่จำเป็นต้องใส่ใจความคิดของคนอื่นที่มีแต่ทำให้ใจเราเศร้าหมอง ทางเดินอาจจะไม่ราบเรียบ เดินไม่สะดวก แต่ฉันว่านี่แหละ คือ ความเป็นธรรมชาติของชีวิต เพราะ ทางเดินที่ราบเรียบคงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น น่าค้นหา ราบเรียบไร้ชีวิตชีวา เหมือนหุ่นยนต์ที่ใครอยากจะให้ทำอะไรก็ได้ ไม่มีชีวิต ไม่มีหัวใจ ไม่มีความรู้สึก แล้วจะเกิดมาทำไม?

เด็กไฮเปอร์

Comments (3) »